วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พระคาถาธารณปริตร



พระคาถาธารณปริตร

๑.                     พุทธานัง     ชีวิตัสเสวะ                     อันตะราโย   นะ  เกนะจิ 
                        กาตุง  กุทาจะนัง  สักกา                    ตะถา  เม  โหตุ   ชีวิตัง     
                        นะโม  เม  สาธุ  ธัมเมหิ                     อัฏฐาระสะหิ   สัพพะทา
                        สัมปะยุตตัสสะ  พุทธัสสะ                  สิระสา   ตัง   นะมามิหัง
๒.                     ยัง  กายะทุจจะริตตัญจะ                  ตะถาคะตัสสะ  นัตถิ  ตัง
                        ยัง  วะจีทุจจะริตตัญจะ                     ตะถาคะตัสสะ  นัตถิ   ตัง
                        ยัง  มะโนทุจจะริตตัญจะ                   ตะถาคะตัสสะ  นัตถิ   ตัง
๓.                     นัตถิ  ปะฏิหะตัญญาณัง                  อะตีตัญจะ   ชินัสสะ   เส
                        นัตถิ  ปะฏิหะตัญญาณัง                   อะนาคะตัง   ชินัสสะ   จะ
                        นัตถิ  ปะฏิหะตัญญาณัง                   ปัจจุปปันนัง   ชินัสสะ  จะ
๔.                     พุทธัสสะ กายะกัมมันยัง                   อัญญาณัปปะมุขัญจะ  เส
                        อัญญาณะอะนุวัตตัญจะ                   สัพพังสะ  นัตถิ  สัพพะทา          
                        พุทธัสสะ ยัง  วะจีกัมมัง                     อัญญาณัปปะมุขัญจะ  เส
                        อัญญาณะอะนุวัตตัญจะ                   สัพพังสะ  นัตถิ  สัพพะทา          
                        พุทธัสสะ ยัง  มะโนกัมมัง                   อัญญาณัปปะมุขัญจะ  เส
                        อัญญาณะอะนุวัตตัญจะ                    สัพพังสะ  นัตถิ  สัพพะทา
๕.                     ชินัสสะ  ฉะหิ   ธัมเมหิ                       สะมัปปิตัสสะ   สัพพะทา
                        นัตถิ  หานิ  จะ ฉันทัสสะ                    ธัมมัปปะกาสะนายะ  จะ
                        นัตถิ     วิริยะหานิ   จะ                       วิปัสสะนายะ  หานิ  จะ
                        นัตถิ   หานิ  สะมาธิสสะ                     นัตถิ   หานิ   วิมุตติยา
๖.                     ทะวาทะสะหิ    ธัมเมหิ                       ปะยุตตัสสะ  ชินัสสะ เส 
                        ทะวา  เจวะ  ระวา  นัตถิ                     อัปผุฏฏันตัสสะ นัตถิ  จะ
                        นัตถิ   เวคายิตัตตัญจะ                       พะยาวะฏะมะโน   อะโถ
                        นัตถิ     อัปปะฏิสังขารุ-                       เปกขา
  มะหามุนิสสะ จะ
                                       เตชาธิกัง   หิ   อะมิตัง   อะสะมัง   วิสิฏฐัง                     
                                       สังสาระทุกขะภะยะภีรุกะปาณินันตัง                 
                                       ตาณัตถิ    ธาระณะปะริตตะมิเธวะ  เลณัง

                                       โหตัง  นะโม  มะมะ  ชินานะ  จะ โพธิยา  จะ  

                                       โหตัง  นะโม   มะมะ   วิมุตตะวิมุตติยา   จะ

                                       พุทโธ  หิ  มาระชิ  จะ  โหติ  อะยัปปะมาโณ      

                                       ธัมโม    หะเว    สุกะถิโต   อิมินัปปะมาโณ       

                                       สังโฆ  วะโร  ภะวะติ  ตัสสะ จะ อัปปะมาโณ
                                       สัจเจนะ  โสตถิ  มะมะ  โหตุ  สุขัญจะ นิจจัง      
                                       โลเก   จิรัมปิ   อิธะ   ฐาตุ   ชินัสสะ  ธัมโม

๘.                     สุปัณณา  ปะนะ  พรัหมาโน              คันธัพพา  จะ  มะหิทธิกา

                        อากาสัฏฐา  จะ  ภุมมัฏฐา                 เทวา   นาคา   มะหิทธิกา

                        จัตตาโร  โข   มะหาราชา                   โลกะปาลา   ยะสัสสิโน

                        สักกัจจัง     อะนุโมทันตุ                     ปะริตตัง   มะมะ  ภาสิตัง

                        สัพเพ  พุทธา  พะลัปปัตตา                ปัจเจกานัญจะ  ยัง  พะลัง       

เตเชนะ    อะระหันตานัง                   รักขัง  พันธามิ  สัพพะโสติ  ฯ

หมายเหตุ   ผู้สวดพระคาถาบทนี้ทำให้เทวดา และมนุษย์รักใคร่  ใช้ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง  แม้จะทำน้ำพุทธมนต์ก็ศักดิ์สิทธิ์เหลือประมาณ  ว่าทางสรรพคุณเกินจะบรรยายเพราะเป็นการกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้า  ผู้สวดเป็นประจำทุกวันจะได้รับอานิสงส์น่าอัศจรรย์ทีเดียว



สัมปทาคุณ ๔






   

สัมปทาคุณ  ๔
            ๑.  วัตถุสัมปทา  ท่านหมายเอาท่านผู้รับทาน  จะต้องเป็นพระอนาคามีและ พระอรหันต์  ผู้อาจเข้าสมาบัติได้  เพราะท่านเป็นยอดแห่งทักขิเณยยบุคคล
            ๒.  ปัจจยสัมปทา  หมายถึงสิ่งที่นำมาบริจาค  จะต้องเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยความชอบธรรม ไม่ฉ้อ  โกง  ลัก  ใครมาทำทาน
            ๓.  เจตนาสัมปทา คือเจตนาในการบริจาคนั้น  จะต้องสมบูรณ์ในสามกาล คือ
                   ๓.๑  ปุพพเจตนา  เจตนาที่จะบริจาคเกิดขึ้นในครั้งแรก  มีความบริสุทธิ์ เกิดจากศรัทธา  และเห็นคุณค่าในการบริจาคอย่างแท้จริง 
                  ๓.๒  มุญจนเจตนา ในขณะที่กำลังบริจาคทานอยู่   ยังคงรักษาความรู้สึกนั้นไว้ได้   ไม่เกิดความเสียดาย  หรือมีจิตใจเศร้าหมอง
                  ๓.๓  อปราปรเจตนา  หลังจากบริจาคทานเสร็จไปแล้ว  ไม่เกิดความเสียดาย  ทั้งเมื่อระลึกถึงการบริจาคของตน  กลับมีความชื่นชมโสมนัสมีจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส
            ๔. คุณาติเรกสัมปทา  คือปฏิคาหกผู้รับทานนั้นเป็นพระอริยบุคคลระดับพระอนาคามีหรือพระอรหันต์  ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติมาใหม่ ๆ และทายกผู้นั้นบริจาคทานแก่ท่านเป็นคนแรก




จงกรม 6 ระยะ

เดินจงกรม ๖  ระยะ
เดินจงกรม  ระยะเดียว คือ
           ระยะที่ ๑ ขวา-ย่าง-หนอ ซ้าย-ย่าง-หนอ
           ให้เดิน ๓๐ นาที
เดินจงกรม ๒ ระยะ
                        ให้เพิ่มการเดินจงกรมเป็น ๒ ระยะ ว่า “ยกหนอ-เหยียบหนอ”
                        ในการปฏิบัติควรเดินจงกรมก่อนทุกครั้ง
           เวลาเดิน เป็น ๒ ระยะ คือ
                        ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
                        ระยะที่ ๒ ยกหนอ-เหยียบหนอ
           ให้เดินระยะละ ๓๐ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง
เดินจงกรม เป็น ๓ ระยะ คือ
                        ระยะที่ ๑   ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
                        ระยะที่ ๒   ยกหนอ-เหยียบหนอ
                        ระยะที่ ๓   ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
           ให้เดินระยะที่ ๑ และที่ ๒ ระยะละ ๑๕ นาที ระยะที่ ๓๐ นาที รวม ๑ ชั่วโมง
เดินจงกรม เป็น ๔ ระยะ คือ
                        ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
                        ระยะที่ ๒ ยกหนอ-เหยียบหนอ
                        ระยะที่ ๓ ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
                        ระยะที่ ๔ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
           ให้เดินระยะละ ๑๕ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง
เดินจงกรม เป็น ๕ ระยะ คือ
                        ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
                       ระยะที่ ๒ ยกหนอ-เหยียบหนอ
                        ระยะที่ ๓ ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
                        ระยะที่ ๔ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
                        ระยะที่ ๕ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-ลงหนอ-ถูกหนอ
           ให้เดินระยะที่ ๑ – ๔ ระยะละ ๑๐ นาที เดินระยะ ๕, ๒๐ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง
เดินจงกรม เป็น ๖ ระยะ คือ
                        ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ-ซ้ายย่างหนอ
                        ระยะที่ ๒ ยกหนอ-เหยียบหนอ
                        ระยะที่ ๓ ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
                        ระยะที่ ๔ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-เหยียบหนอ
                        ระยะที่ ๕ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-ลงหนอ-ถูกหนอ
                        ระยะที่ ๖ ยกส้นหนอ-ยกหนอ-ย่างหนอ-ลงหนอ-ถูกหนอ-กดหนอ
           ให้เดินระยะละ ๑๐ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง